Travel License : 24/01134​

กลองหลวง แม่แจ่ม

 

5 1 กลองหลวง แม่แจ่ม 5 2 กลองหลวง แม่แจ่ม

 

กลองหลวง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กลองห้ามมาร อาจเนื่องจากเป็นกลองที่ใช้ตีสำหรับเวลามีงานบุญที่ยิ่งใหญ่ เช่น งานสมโภชพระธาตุ และงานปอยหลวง เป็นต้น งานเหล่านี้มักใช้กลองหลวงตี และเชื่อว่าเสียงของกลองสามารถเอาชนะมารอันหมายถึงการทะเลาะวิวาทในงานอีกด้วย และนอกจากนี้จะมีการนิมนต์พระอุปคุต ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระเถระที่บ้าเพ็ญเพียรอยู่ในมหาสมุทรมีฤทธิ์ปราบปรามมาร เมื่อนิมนต์มาแล้วชาวบ้านจะแห่พระอุปคุตซึ่งใช้หินจากแม่น้ำ้เป็นตัวแทนมาไว้ที่หออุปคุตในบริเวณจัดงาน เพื่อห้ามเหล่ามารมิให้เข้ามาทำลายพิธีงานบุญได้ และในการแห่มักใช้กลองหลวงด้วย
กลองหลวงนี้พระครูเวฬุวันพิทักษ์ วัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เล่าว่ามีมาเมื่อราว 80 ปีเศษมานี้เอง โดยช่างชื่อหนานหลวง บ้านทุ่งตุม ตำบลแม่ก๊า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้ทำขึ้นก่อนมีขนาดหน้ากลองใหญ่ 20 นิ้ว ยาวประมาณ 140 นิ้ว (7 ศอก) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ากลองทั่วไปในขณะนั้น และนำมาถวายพระครูพุทธิวงศ์ธาดา วัดฉางข้าวน้อยเหนือ เจ้าคณะแขวงปากบ่อง (คืออำเภอป่าซางปัจจุบัน) เพื่อใช้สำหรับแห่ครัวทานหรือไทยทานและตีแข่งกัน ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จึงมีผู้ทำขึ้นเลียนแบบในเวลาต่อมา โดยได้พัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ เป็นขนาดหน้ากลอง 22 นิ้ว 24 นิ้ว และ 26 นิ้ว จนปัจจุบันขนาดใหญ่ที่สุดคือ 28 นิ้ว ยาว 130 นิ้ว หรือ 6 ศอก 10 นิ้ว ส้าหรับกลองหลวงใบแรกนั้น กล่าวกันว่ามีเสียงดังมาก นำไปตีแข่งที่ไหนก็ชนะ ต่อมาได้รับการแนะน้าว่าถ้าตัดหน้าให้สั้นลงอีก เสียงจะดังกว่าเดิมจึงกระทำตาม แต่ปรากฏว่าพอตัดแล้วเสียงกลับลดลงกว่าเดิม ปัจจุบันกลองใบนี้ได้สูญหายไป แต่ส่วนของหน้ากลองที่ตัดออกยังมีอยู่ที่วัดฉางข้าวน้อยเหนือ
ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ขนาดหน้ากลอง 22 นิ้ว และ 24 นิ้ว เคยเป็นขนาดที่นิยมใช้กัน แต่เมื่อสงครามยุติลงสถานการณ์ไม่อำนวย การแข่งขันตีกลองหลวงจึงหยุดชะงักไป จนกระทั่งพระครูเวฬุวันพิทักษ์ วัดพระบาทตากผ้าได้ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่ปัญหาที่ประสบคือ กลองดั้งเดิมในเขตจังหวัดลำพูนหาได้ยาก เพราะผุพังไปตามกาลเวลา และไม่มีช่างทำขึ้นอีก นอกจากนี้ยังมีคนจากที่อื่นมาขอซื้อกลองขนาดใหญ่ไปอีกด้วย

โอกาสที่ใช้
กลองหลวงจะน้าออกมาใช้งานในแต่ละปีเมื่อหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวไปจนถึงสงกรานต์ คือเริ่มตั้งแต่มกราคม – มิถุนายน การใช้งานจะมี 2 ลักษณะคือ
1. การใช้กลองหลวงในขบวนแห่ เมื่อวัดใดจัดให้มีงาน เช่น งานสรงน้ำพระธาตุ ฉลองพัดเปรียญ ปอยหลวง งานฉลองสมโภชเสนาสนะ และแห่พระพุทธรูปสำคัญ เป็นต้น ซึ่งมักมีการจัดขบวนแห่ที่มีกลองหลวงร่วมด้วย และในงานบุญหนึ่ง ๆ จะมีขบวนแห่ของวัดอื่น ๆ ส่งมาร่วมขบวนทำบุญด้วย
2. การใช้กลองหลวงเพื่อการตีแข่งขันในงานบุญต่าง ๆ ดังกล่าว เมื่อขบวนแห่เสร็จสิ้นแล้วในช่วงบ่าย บางวัดมักจัดให้มีการตีกลองหลวงเพื่อแข่งขันกัน ระหว่างกลองที่มาจากวัดต่าง ๆ อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ท้องถิ่นที่นิยมการแข่งขันตีกลองหลวงมากที่สุดจะอยู่ในท้องที่อำเภอป่าซาง จังหวัดล้าพูน ส่วนที่อื่นจะมีใจเขตอำเภอจอมทอง สันป่าตอง แม่แจ่ม สันทราย และสันกำแพง

การแข่งขันตีกลองหลวง
จากการสอบถามผู้รู้ถึงความเป็นมาของการแข่งขันตีกลองหลวง ท่านพระครูสังวรญาณประยุต เจ้าอาวาสวัดบ้านโฮ่ง จังหวัดล้าพูน ได้เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมนั้นพระภิกษุสงฆ์จะเป็นผู้น้ากลุ่มชาวบ้านบรรทุกกลองที่มีอยู่ในวัดด้วยเกวียน ลากไปแข่งขันประชันกับต่างหมู่บ้านในยามค่้าคืน ถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นการละเล่นประเภทหนึ่ง โดยมากจะเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างจากการทำไร่ไถนา คือประมาณเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม ชาวบ้านที่เป็นชายหนุ่มส่วนมากก็ถือโอกาสไปเกี้ยวพาราสีหญิงสาวในหมู่บ้านอื่นไปด้วย ไม่ได้มีการแข่งขันกันอย่างจริงจังเท่าใดนัก หรืออาจถือโอกาสนัดท้าประลองกับหมู่บ้านอื่น ๆ ให้นำกลองมาร่วมประลองด้วย ฝ่ายผู้ชนะก็จะฉลองชัยกันอย่างครื้นเครง
กติกาการแข่งขันตีกลองหลวงแต่เดิมไม่มีกฎเกณฑ์มากมาย เพียงแต่ตีกลองให้มีเสียงดังที่สุดเท่าที่จะท้าได้เพื่อกลบเสียงตีของคู่ต่อสู้ จึงถือเป็นผู้ชนะ การแข่งขันตีกลองหลวงนัดส้าคัญประจ้าปีที่นักเลงกลองต่างเฝ้ารอคอยคือ การแข่งขันกลองหลวงในงานสรงน้้าพระธาตุหริภุญชัย ทุกปีจะมีกลองหลวงจากเกือบทุกหมู่บ้านในจังหวัดล้าพูนส่งมารวมแข่งขัน จัดเป็นมหกรรมกลองหลวงที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากกลองหลวงเดิมที่จัดท้าขึ้นส้าหรับตีประกอบการฟ้อน โดยเฉพาะการฟ้อนบูชาถวายพระธาตุเมื่อเสร็จภารกิจในการฟ้อน กลองที่มาจากแต่ละหมู่บ้านจะน้าไปเรียงไว้นอกวัด และมีการน้ามาตีแข่งกันว่ากลองของใครจะดังกว่ากัน จึงเกิดความนิยมมีการแข่งขันตีกลองเป็นประจ้าทุกปีในงานสรงน้้าพระธาตุหริภุญชัย ซึ่งต่อมาน้ามาแข่งขันกันในงานปอยหลวงอีกด้วย
การแข่งขันตีกลองหลวงเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 80-90 ปีมานี้เอง แต่ได้หยุดชะงักไปเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาพระครูเวฬุวันพิทักษ์ แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดล้าพูน ได้รื้อฟื้นการแข่งขันกลองหลวงขึ้นมาใหม่ โดยชักชวนให้น้ากลองหลวงที่มีอยู่แต่ละวัดมาตีแข่งขันกันเมื่อประมาณ พ.ศ.2495 ในงานประจ้าปีวัดพระพุทธบาทตากผ้า ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตอำเภอป่าซาง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดล้าพูน และอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ รูปแบบของกลองต่างก็ได้รับการออกแบบเพื่อให้มีเสียงดังที่สุด ดังกว่าของผู้อื่น เช่น อาจท้าให้มีความยาวเพิ่มขึ้น แต่พระครูเวฬุวันพิทักษ์ได้ค้นหาและท้ารูปแบบกลองที่มีเสียงดังมาก โดยรูปแบบกลองจะมีหน้ากลองกว้างขึ้น และมีความยาวของกลองสั้นลง และคิดประดิษฐ์รูกลองที่เสียงจะผ่านก้นกลองให้มีขนาดเล็กเท่าไข่เป็ดเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิรูปกลองหลวงให้เป็นรูปแบบใหม่ ปัจจุบันกลองชนิดนี้เป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วเขตภาคเหนือตอนบน เช่น แพร่ น่าน เชียงราย และเชียงใหม่ เป็นต้น

แหล่งที่มา :สนั่น ธรรมธิ.2550. นาฎดุริยการล้านนา. เชียงใหม่ : สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหำวิทยำลัยเชียงใหม่.

 

เขียนใน GotoKnow โดย ละอ่อนดอย
ใน ข่วงผญ๋าล้านนา

thThai